===> ดวงจันทร์ เราไปมาแล้วจริงๆหรือ ? <===

นำข้อมูลมาจาก
http://thaiastro.nectec.or.th/news/2002/special/moonhoax.html
เขียนโดย คุณวิษณุ เอื้อชูเกียรติ (viseua@inet.co.th) ครับ
มนุษย์เดินทางไปถึงดวงจันทร์มาตั้งแต่ครั้งที่อะพอลโล 11 พา นีล อาร์มสตรอง, เอ็ดวิน (บัซซ์) อัลดริน และ ไมเคิล คอลลินส์ ลงจอดที่ทะเลแห่งความสงบ (Mare - Tranquilitatis) เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2512 หลายปีหลังจบโครงการอะพอลโล มีคนบอกว่าองค์การนาซาไม่เคยส่งใครไปดวงจันทร์เลย ทุกอย่างเป็นเรื่องกุขึ้น พิสูจน์ได้จากภาพถ่ายที่มีพิรุธหลายอย่าง ต่อไปนี้คือข้อจับผิดองค์การนาซา พร้อมคำอธิบายคัดค้าน
1. ดวงจันทร์ไม่มีบรรยากาศ ไม่มีเมฆ ทำไมในฉากหลังของทุกภาพมีแต่ฟ้ามืดๆ ไม่เห็นดาวสักดวง ถ้าเป็นบ้านเรา ฟ้าใสอย่างนี้ต้องเห็นดาวเต็มฟ้าไปแล้ว

ข้อเท็จจริง ภาพถ่ายจากดวงจันทร์เป็นภาพถ่ายกลางวัน นั่นคือทุกภาพมีแสงอาทิตย์ส่อง การถ่ายภาพกลางแดดต้องใช้รูรับแสงเล็กหรือความเร็วชัตเตอร์สูง ถ้าตั้งค่าในกล้องแบบนี้ไปถ่ายภาพตอนกลางคืน เราจะไม่ได้ภาพอะไรเลย เพราะแสงไม่พอ แสงดาวที่สว่างเพียงน้อยนิดยิ่งไม่มีทางเห็น บนดวงจันทร์ การถ่ายภาพกลางแดดซึ่งจ้ากว่าทุกแห่งในโลก เพราะไม่มีบรรยากาศคอยกรองแสง ก็บังคับให้ต้องใช้รูรับแสงเล็กมาก และความเร็วชัตเตอร์สูงมาก เราจึงเห็นฟ้ามืดในภาพจากดวงจันทร์ทุกภาพ
2. ทำไมธงถึงโบกสะบัดอยู่ได้ ทั้งๆ ที่ บนดวงจันทร์ไม่มีลม ธงควรจะลู่ลงกองกับเสามากกว่า และถ้าดูให้ดีจะเห็นว่า ขอบบนของธงชาติไม่สะบัดพลิ้ว ดูเหมือนแขวนอยู่บนราว ซึ่งถ้าเป็นราว ธงก็น่าจะห้อยลงมาเป็นแผ่น ไม่น่าจะสะบัด

ข้อเท็จจริง
เสาธงที่มนุษย์อวกาศเอาไปปักบนดวงจันทร์เป็นเสาอะลูมิเนียม มีราวสำหรับแขวนธง
นาซาเองทราบดีว่าถ้าเอาเสาไปเฉยๆ ธงคงห้อยแฟบติดเสา เลยทำราวแขวน
แต่ให้สั้นกว่าผืนธงเล็กน้อย ธงจะได้ย่นนิดหน่อย ดูเหมือนกำลังโบกสะบัด
พื้นผิวดวงจันทร์มีลักษณะเหมือนหินกรวดอัดแน่น การปักธงบนดวงจันทร์
ไม่ง่ายเหมือนเอาไม้จิ้มลูกชิ้น
มนุษย์อวกาศต้องออกแรงปั่นเสาธงไปมาเหมือนสว่านเจาะลงไป ขณะที่คนกำลังทะลวงพื้น
ตัวเสาอะลูมิเนียมก็แกว่ง พาให้ราวและผืนธงแกว่งสะบัดไปด้วย
บนดวงจันทร์ไม่มีอากาศไปต้านแรงสะบัดของธง
มันจึงสะบัดพลิ้วอยู่นานหลายนาทีกว่าจะหยุดนิ่งด้วยตัวเอง
ภาพที่เห็นธงสะบัดถ่ายมาจากช่วงนี้นี่เอง หลังจากนี้ธงก็ห้อยลงมาเป็นแผ่น
3. แหล่งกำเนิดแสงสำหรับภาพจากดวงจันทร์ทุกภาพคือดวงอาทิตย์ นาซาบอกว่าไม่มีใครเอาไฟถ่ายรูปไปใช้ แต่ทำไมภาพที่ออกมาบางทีเงาคนที่สูงเท่ากัน กลับมีเงายาวไม่เท่ากัน หรือเห็นเงาทอดไปในหลายทิศทาง ราวกับมีไฟสปอตไลต์ส่องหลายดวง


ข้อเท็จจริง
คนหนึ่งยืนอยู่บนเนิน เงาทอดลงเขา อีกคนอยู่ในแอ่ง เงาทอดขึ้นเขา
เงาจึงยาวไม่เท่ากัน ภูมิประเทศที่เป็นเนินแม้เพียงเล็กน้อย
ก็ทำให้ทิศทางของเงาเปลี่ยนไป ยิ่งถ้าเทียบเงาของสิ่งที่อยู่ใกล้กับอยู่ไกล
การกำหนดทิศทางของสิ่งที่อยู่ไกลจะทำได้ยาก เส้นขอบฟ้าอาจหลอกตาเรา
ทำให้คิดว่าเงาของสองสิ่งไปคนละทิศละทาง ความจริงเป็นทางเดียวกัน
ถ้าหากมีแหล่งกำเนิดแสงมากกว่า 1 แหล่งจริง วัตถุที่อยู่ใกล้กันจะต้องมีเงามากกว่า
1 เงา แต่ทุกวัตถุในภาพจากดวงจันทร์ล้วนมีเงาเดียวทั้งสิ้น
4.
วัตถุในเงามืดควรจะดำมืด เพราะไม่มีแสงสว่างอื่นนอกจากดวงอาทิตย์
แต่วัตถุนั้นกลับสว่างจนเห็นรายละเอียด
จะว่ามีแสงกระเจิงจากชั้นบรรยากาศมาช่วยก็ไม่ใช่
ต้องมีคนไปถือแผ่นสะท้อนแสงลบเงาแน่ๆ

คำถาม:
ทำไมนักบินอวกาศในเงามืดจึงดูสว่าง?

ภาพจำลองแสดงให้เห็นว่าพื้นดินสะท้อนแสงจนทำให้ตุ๊กตานักบินสว่างขึ้นในเงามืด
ภาพที่สอง ใช้กระดาษสีดำมาลดทอนแสงสะท้อนลง
ข้อเท็จจริง
แหล่งกำเนิดแสงสำหรับภาพถ่ายจากดวงจันทร์มีเพียงดวงอาทิตย์
เหตุที่ทำให้เห็นรายละเอียดของสิ่งต่างๆ ในเงามืดได้นั้นมีหลายปัจจัย
- พื้นผิวดวงจันทร์เป็นแผ่นสะท้อนแสงอาทิตย์ส่องลบเงามืด
เพราะดวงจันทร์ถูกปกคลุมด้วยฝุ่นละเอียดที่สะท้อนแสงอาทิตย์ให้กระจายไปทุกทิศทาง
ซึ่งเป็นเหตุให้เราเห็น
ดวงจันทร์เป็นสีนวลเย็นตาอีกด้วย
- ดวงจันทร์ไม่มีบรรยากาศ แสงแดดที่นั่นจึงสว่างกว่าบนโลกหลายเท่า
เมื่อสะท้อนไปจึงสว่างมาก
- สิ่งที่เห็นชัดที่สุดในเงาคือชุดมนุษย์อวกาศสีขาว หรือวัตถุสีอ่อน
ซึ่งสะท้อนแสงเข้าตาเรามากที่สุด
5.
รอยเท้าของมนุษย์อวกาศดูไม่น่าจะเป็นไปได้ แม้เขาจะสวมชุดอวกาศที่หนักถึง 82 กก.
แต่ดวงจันทร์มีแรงโน้มถ่วงเพียง 1 ใน 6 ของโลก
จึงน่าจะเบามากจนไม่น่าจะเหยียบพื้นให้เป็นรอยได้ขนาดนั้น
หรือถ้าเป็นรอยก็ไม่ควรจะคงรูปอยู่เหมือนกับเหยียบทรายเปียก ควรจะเลือนไปทันที
เหมือนเหยียบทรายแห้ง

ข้อเท็จจริง
คนที่เคยเห็นรอยเท้าสุนัขบนพื้นปูน
คงไม่คิดว่าสุนัขตัวที่เดินผ่านปูนเปียกนั้นตัวหนักเท่าควาย
บรรยากาศบนดวงจันทร์แห้งสนิทก็จริง แต่ฝุ่นบนดวงจันทร์กับทรายบนโลกไม่เหมือนกัน
ฝุ่นดวงจันทร์เกิดจากเปลือกดวงจันทร์ถูกอุกกาบาตใหญ่น้อยพุ่งชนนับครั้งไม่ถ้วน
จนป่นเป็นเม็ดฝุ่นละเอียดยิบที่ผิวหยาบและรูปทรงไม่สม่ำเสมอ
ถ้าเป็นโลก กระบวนการกัดกร่อนด้วยลม น้ำและสนิม จะขัดผิวและลบเหลี่ยมเม็ดทราย
แต่บนดวงจันทร์ไม่มีกระบวนการเหล่านี้ไปขัดสีเม็ดฝุ่น เมื่อเม็ดฝุ่นถูกอัดรวมกัน
เช่นถูกเหยียบ ผิวหน้าของมันจะสานเกี่ยวติดกันทั้งแห้งๆ อย่างนั้น จึงคงรูปอยู่ได้
6.
บริเวณที่ยานลงจอดน่าจะมีหลุมใหญ่เนื่องจากแรงไอพ่นที่ต้องพยุงยานน้ำหนักกว่า 10
ตัน แต่ที่เห็นกลับดูเหมือนเอายานบรรจงวางลง รอบยานยังเป็นพื้นราบปกติ
แถมมีฝุ่นหนาที่ควรจะถูกไอพ่นเป่ากระเจิงไปหมด
ข้อเท็จจริง
จรวดที่ใช้ขับเคลื่อนยานลงดวงจันทร์มีแรงขับเต็มที่ถึง 10,500 ปอนด์ ต่อตารางนิ้ว
ก็จริง แต่นั่นคือแรงขับสูงสุดซึ่งไม่ได้ใช้ขณะลงจอด การจอดยานไม่ใช่ลอยลงมาจอดตรงๆ
แต่ผู้ขับยานจะต้องร่อนหาที่จอดที่เหมาะสม ซึ่งใช้ความเร็วต่ำมาก เมื่อยานร่อนลงจอด
มันจะไถลไปบนพื้นเล็กน้อยตามแนวร่อน
ดังนั้นพื้นดวงจันทร์ใต้ยานนอกจากจะค่อนข้างปลอดฝุ่นเพราะถูกแรงจรวดเป่าฝุ่นไปหมด
ยังอาจมีรอยครูดจากหัววัดที่ยื่นลงไปก่อน
บนดวงจันทร์ไม่มีโมเลกุลอากาศไปผลักดันเม็ดฝุ่นให้ฟุ้งกระจาย
ฝุ่นที่ถูกไอพ่นเป่าโดยตรงจะกระเด็นไปด้านข้างแล้วตกลงมาเหมือนก้อนหิน
แต่ฝุ่นที่ไม่ถูกไอพ่นโดยตรงจะไม่มีลมที่ไหนมาเป่าออกไปอีก
ฉะนั้นใต้ยานซึ่งถูกไอพ่นจึงเตียนโล่ง แต่รอบยานไม่ได้รับผลกระทบจากไอพ่นเลย
จึงเต็มไปด้วยฝุ่นเหมือนเดิม หรือฝุ่นหนาขึ้นเพราะฝุ่นกระเจิงจากใต้ยานมาสมทบ
7. ภาพถ่ายอัลดริน
ถ่ายโดยอาร์มสตรอง เห็นได้ชัดว่าถ่ายจากระดับสายตา
แต่ในภาพจะเห็นว่าทุกคนถือกล้องที่ระดับหน้าอก
ดังนั้นความจริงต้องมีตากล้องอีกอย่างน้อย 1 คน
ซึ่งคงเป็นคนถ่ายวิดีโอตอนที่อาร์มสตรองลงจากยานเป็นครั้งแรกด้วย

ข้อเท็จจริง
อาร์มสตรองถ่ายรูปจากบนเนิน ส่วนอัลดรินอยู่ตีนเนิน

ภาพยนตร์ตอนอาร์มสตรองเหยียบดวงจันทร์เป็นครั้งแรก ถ่ายด้วยกล้องวิดีโอซื่งติดอยู่ภายนอกยาน
อาร์มสตรองเป็นคนบังคับให้กล้องยื่นออกมาจากที่เก็บใต้ลำตัวยานในขณะที่เขากำลังจะลงสู่พื้น
หลังจากนั้นกล้องจะถูกถอดไปติดขาตั้งเพื่อถ่ายภาพกิจกรรมอื่นต่อไป
8.
ภาพถ่ายที่บอกว่าถ่ายจากสถานที่ 2 แห่ง ทำไมดูเหมือนกับถ่ายอยู่ในจุดเดียวกัน
เพราะฉากหลังเหมือนกัน เปลี่ยนแต่ข้าวของข้างหน้าเท่านั้น

ข้อเท็จจริง
ในภาพที่ยกมาจับผิด ฉากหลังที่ดูเหมือนกันคือภูเขาที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบกิโลเมตร
เรานึกว่ามันเป็นฉากหลังที่อยู่ใกล้ก็เพราะบนดวงจันทร์ไม่มีบรรยากาศ
ไม่มีฝุ่นละอองหรือความชื้นในอากาศที่ทำให้ภูเขาบนโลกในระยะทางเท่ากันดูห่างไกลลิบลับ
ของที่อยู่ไกลมากจะดูเหมือนไม่เปลี่ยนตำแหน่งเลยในขณะที่เราเดินทางไป
ลองคิดถึงทิวทัศน์ไกลๆ สองข้างทางเวลาเรานั่งรถไปต่างจังหวัด
ต้นตาลที่ขอบฟ้าดูเหมือนไม่ย้ายที่ แต่ความจริงมันค่อยๆ
เลื่อนไปทีละน้อยจนเราไม่สังเกตเห็นต่างหาก
9.
รถที่ใช้บนดวงจันทร์ใหญ่เกินกว่าจะเอาขึ้นไปในยานลงดวงจันทร์ได้
หรือถ้าเอาขึ้นไปได้ ก็สูบลมยางไม่ได้
เพราะยางจะระเบิดทันทีเมื่อแรงดันในยางเจอสุญญากาศ

ข้อเท็จจริง
รถสำรวจดวงจันทร์ถูกพับติดไว้นอกลำตัวยานลงดวงจันทร์
พอจะใช้งานก็เอาออกมาประกอบบนพื้นผิวดวงจันทร์ ส่วนล้อรถนั้นไม่ใช้ยางเลย
ผู้ออกแบบตระหนักดีว่ายางรถจะเกิดปัญหาในสุญญากาศ
จึงออกแบบรถให้ใช้ตะแกรงลวดเสริมโครงแทนยางปกติ
10. กากบาท (crosshair)
อย่างที่เห็นในภาพถ่ายทุกภาพ เป็นของเติมเข้าไปทีหลัง
เพราะบางทีเราจะเห็นคนเติมเส้นทำพลาด ทำเส้นแหว่งหายไปอยู่หลังวัตถุ ดังในภาพ


ข้อเท็จจริง
กากบาทเหล่านี้เป็นเส้นที่ขีดไว้บนแผ่นกระจกระหว่างเลนส์กับฟิล์ม
ฉะนั้นจะปรากฏอยู่บนภาพทุกภาพจากดวงจันทร์
ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่าทุกภาพที่บอกว่าเส้นหายนั้น
เส้นจะหายไปเมื่อขีดผ่านวัตถุสีขาวกลางแดดจ้าเท่านั้น
นี่เป็นเรื่องปกติของฟิล์มถ่ายภาพ ในภาพถ่ายปกติ
บริเวณสีขาวในภาพคือส่วนที่ฟิล์มได้รับแสงมากที่สุดถึงมากเกินไปจึงกลายเป็นสีขาว
ความขาวนี้สามารถลามไปถึงส่วนอื่นของฟิลม์ได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อส่วนนั้นเป็นสีดำ
ถ้าเขตสีดำมีไม่มากนัก ก็จะถูกสีขาวลามไปกลบจนหมดอย่างที่เห็น
ภาพต่อไปนี้เป็นตัวอย่างของเส้นดำบนพื้นขาว จะเห็นปรากฏการณ์สีขาวลามไปเหมือนกัน
11.
การเดินทางไปดวงจันทร์ต้องผ่านแถบรังสีแวน อัลเลน
ซึ่งเป็นแถบรังสีความเข้มข้นสูงที่ล้อมอยู่รอบโลก
ไม่มีทางที่มนุษย์อวกาศจะรอดชีวิตจากแถบรังสีนี้ไปได้
ดังนั้นไม่เคยมีใครไปดวงจันทร์

ข้อเท็จจริง
แถบรังสีแวน อัลเลน เป็นอันตรายต่อชีวิตแน่นอน ยานอะพอลโลไม่มีเกราะป้องกันรังสี
ดังนั้นมนุษย์อวกาศทุกคนย่อมได้รับรังสี แต่พวกเข้าไม่ได้เข้าไปอยู่นิ่งๆ
ในแถบรังสี เพียงเดินทางผ่านไปด้วยความเร็วสูง
ปริมาณรังสีที่มนุษย์อวกาศแต่ละคนได้รับอยู่ที่ประมาณ 1 rem
ส่วนปริมาณที่ทำให้เกิดอาการผิดปกติคือ 25 rem ปริมาณที่ทำให้เกิดอาการแพ้คือ 100
rem และถ้าได้รับถึง 500 rem จะตายทันที
12.
ถ้ามนุษย์เคยไปเหยียบดวงจันทร์ และทิ้งอุปกรณ์ไว้มากมาย ทำไมกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลจึงไม่เคยส่องเห็นของพวกนั้นเลย
ข้อเท็จจริง
ความละเอียดของ WFPC2 กล้องถ่ายภาพในกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล
ซึ่งเป็นกล้องดิจิตอล มีความละเอียดเพียง 800 x 800 พิกเซลเท่านั้น
ในระยะห่างขนาดดวงจันทร์นั้น 1 พิกเซลมีค่าเท่ากับ 1 สนามฟุตบอล
ฉะนั้นของที่เล็กกว่า 1 สนามฟุตบอล จะไม่มีผลต่อภาพเลยแม้แต่จุดพิกเซลเดียว
พูดอีกอย่างก็คือ กล้องฮับเบิลยังละเอียดไม่พอ ถ้าอย่างนั้น
ทำไมเราจึงมีภาพความละเอียดสูงของเทห์ฟากฟ้าจากกล้องฮับเบิลตั้งมากมาย ตอบว่า
นั่นก็หมายความว่า วัตถุเหล่านั้นไม่ใช่เล็กๆ เลย
ข้อกล่าวหาจับผิดองค์การนาซาเกี่ยวกับอะพอลโล 11 และอื่น ยังมีอีกหลายข้อ เท่าที่นำมาอธิบายโดยย่อนี้ก็เพื่อย้ำว่า มนุษย์ได้เคยไปถึงดวงจันทร์มาแล้วจริงๆ
![]()
อ่านเรื่องน่ารู้เรื่องอื่นๆ คลิ๊กที่นี่เลย
![]()